หมวกไอ้โม่ง

หมวกไอ้โม่ง กับเชื้อรา

ในการขับขี่ หรือกีฬาอันผาดโผน จำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่ง หมวกกันน็อค ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่การสวมใส่หมวกกันน็อค ในขณะที่อากาศอบอ้าวนั้นจะทำให้มีเหงื่อออกมาก ในขณะที่ภายในหมวกที่หุ้มด้วยฟองน้ำและผ้าที่มีคุณสมบัติซับเหงื่อได้ดี จึงเกิดการอมความชื้นและความร้อนเก็บไว้  จนเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของเชื้อราและแบททีเรีย ทำให้ หมวกกันน็อคที่มีหน้าที่ป้องกันอุบัติกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อ และทำให้เกิดปัญหา เชื้อรา คันหนังศีรษะ รังแค และผมร่วงได้ ซึ่งการดูแลรักษาเรื่องความสะอาด ค่อนข้างลำบาก เพราะภายในหมวกกันน็อคบางชิ้นส่วน ก็ไม่สามารถถอดออกมาซักได้

หมวกราชการ

(เชื้อรา)ภัยคุกคาม หนังศีรษะกับหมวก ของข้าราชการ

ในอดีต คนเราใช้ประโยชน์จากหมวก เพียงแค่กันแดด กันฝนเท่านั้น ต่อมาเมื่อโลกมีวิวัฒนการและเทคโนโลยีที่มากขึ้น หมวกก็ถูกพัฒนาและทำขึ้นมาจากหลากหลายวัสดุ และมีลักษะดีไซน์ที่แตกต่างออกไปอย่างมากมาย และหมวกซึ่งนอกจากจะใช้ประโยชน์แล้ว ปัจจุบัน หมวกยังกลายเป็นแฟชั่นและกลายเป็นองค์ประกอบในเครื่องแบบ เพื่อแสดงถึงอำนาจ และสถานะทางสังคม  อีกด้วย  

ตำรวจ ทหารบก ทหารอากาศ ทหารเรือ เป็นอีกอาชี่พหนึ่งที่มีหมวกเป็นองค์ประกอบของเครื่องแบบอันศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อมีการแต่งเครื่องแบบ ก็จะต้องสวมหมวกด้วยเพื่อรักษาระเบียบวินัยและเป็นการให้เกีรยติต่อเครื่องแบบในอาชีพตัวเอง และด้วยอากาศในเมืองไทย ที่อบอ้าว มีแดดร้อนจ้าแทบทุกวัน ทำให้ ข้าราชการไทย อย่าง ตำรวจ ทหารต่างๆ จะต้องเจอกับเหงื่อและความอับชื้นอยู่เป็นประจำ ซึ่งไม่ดีแน่ๆหากพูดถึงเรื่องของสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะ

หมวกที่มีการใช้งานอยู่เป็นประจำ และโดนเหงื่ออยู่บ่อยๆจะทำให้เกิดความอับชื้น และจะกลายเป็นแหล่งสะสมของแบททีเรียและเชื้อราเป็นอย่างดี อีกประการหนึ่งคือ ศีรษะที่ถูกปกคลุมไปด้วยเส้นผม เมื่อเจอ ฝุ่น ควัน สัมผัส ศีรษะเรา ที่เต็มไปด้วยเหงื่อ และน้ำมัน (ต่อมเหงือและต่อมไขมัน ขับออกมาเพราะความร้อนจากอากาศ)  ในส่วนนี้จะกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นเยี่ยมของเชื้อรา เชื้อราจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยความชื้นและอากาศ เมื่อ พบเจอกับสิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนเส้นผมและหนังศีรษะที่อับชื้น การเจริญเติบโตของเชื้อราก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลให้เกิด กลิ่นไม่พึงประสงค์ คันหนังศีรษะ รังแค เชื้อรา และผมร่วง ผมบาง ในที่สุดค่ะ

การสระผมทุกครั้งหลังจากที่มีเหงื่อออก จะช่วยลดการสะสมของแบททีเรียและลดความเสี่ยงที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับ เส้นผม และหนังศีรษะได้ ในคนปกติ ที่ไม่ต้องสวมหมวกเป็นประจำ และนอกจากการสระผมเป็นประจำแล้ว ยังต้องเพิ่มการเอาใจใส่ และวิธีดูแลทำความสะอาดหมวก สำหรับคนที่จำเป็นต้องสวมหมวกอยู่เป็นประจำด้วย ดังนั้น การดูแลรักษาหมวกคือสิ่งจำเป็นที่ควรต้องทำค่ะ

หมวกข้าราชการ หรือหมวกหม้อตาลนั้น ใช้ผ้าในการเย็บและใช้ฟองน้ำบุหุ้มไว้ภายในตัวหมวกและปัญหา เชื้อรา และกลิ่นอับชื้น ก็มักจะเกิดขึ้นกับ วัสดุ2อย่างนี้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถถอดออกมาซักได้ ดังนั้นควรจะหาวิธีทำความสะอาดที่เหมาะสมกับและสะดวกที่สุดค่ะ

  1. เมื่อไหร่ที่อยากจะทำความสะอาด ขจัดคราบเหงื่อออกไปให้หมด โดยการซักก็ควรการมีหมวกไว้สำรองใช้ ตั้งแต่2ใบขึ้นไป เผื่อใบที่ซัก แห้งไม่ทัน
  2. หลังจากการใช้หมวก ไม่ควรเก็บหมวกไว้ในที่อับ ชื้น ควรมีการผึ่งลม หรือ แดดอ่อนๆเพื่อระบายอากาศและความอับชื้น
  3. การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาปรับอากาศเช็ดหมวกแล้วนำไปผึ่งลมให้แห้ง  จะช่วยลดกลิ่นอับชื้นกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้
  4. ในช่วงเวลาเร่งด่วน หรือช่วงเวลาที่ไม่สะดวกทำความสะอาดหมวกแล้วนำไปผึ่งแดดได้ การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา และแบททีเรีย ฉีดให้ทั่วภายในหมวก แล้วน้ำไปผึ่งลม จะช่วยลดเรื่องกลิ่นอับชื้นและช่วยฆ่าเชื้อราพร้อมทั้งประหยัดเวลา สะดวกในการพกพา

เมื่อมีอาการคันยุกยิกในบริเวณ หน้าผาก หรือหนังศีรษะ ทั้งๆที่ก็สระผมอยู่ทุกวัน และหากในชีวิตคุณจำเป็นจำต้องสวมหมวกไปไหนมาไหนอยู่เป็นประจำ  ก็ควรตั้งข้อสงสัยได้เลยนะคะ ว่า หมวกของเราสะอาดพอแล้วหรือยัง และถึงเวลาที่ต้องทำความสะอาดแล้วหรือไม่ ก่อนที่หมวกคุณจะกลายเป็นพาหนะ นำ เชื้อรา รังแค ผมร่วง มาให้ในอนาคตค่ะ

 

 

 

 

mContent_Image31102552111537

หมวกกันกระแทก จักรยาน กับเชื้อรา

การปั่นจักรยานเป็นกิจกรรมที่สนุกและได้ออกกำลังกายไปในตัว แต่ทว่าด้วยความเร็วและสถาานที่ในการปั่นจักรยาน สามารถทำให้มีโอกาสที่อุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นได้เสมอ  ดังนั้นในการปั่นจักรยานจึงจำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ป้องกันแรงกระแทรก เพื่อลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นให้ ลดน้อยลง หรือเกิดอันตรายแก่ร่างกายให้น้อยที่สุด

อุบัติเหตุหากเกิดขึ้นไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ถลอกหรือเป็นหนักถึงขั้นสมองได้รับการกระทบกระเทือน ก็ทำให้เกิดการบาดเจ็บทั้งสิ้น และหมวกกันกระแทกก็เป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่ นักปั่นควรให้ความมสำคัญในการสวมใส่ทุกครั้งในการปั่นจักรยาน และถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดในการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับศีรษะและสมองค่ะ

หมวกกันกระแทก เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดแรงกระแทก ซึ่งแรงกระแทกนั้นไม่ได้มาจากความรุนแรงที่มาจากความเร็วขณะขับขี่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเกิดจากการทำให้หยุดแบบกระทันหันอีกด้วย ดังนั้น หมวกกันกระแทกส่วนใหญ่จึงทำจากวัสดุที่มีความแข็งแรงแต่มีน้ำหนักเบาอย่าง EPS หรือ Expanded Polystyrene ซึ่งทำจากโฟมอัดกันจนแข็งแรงมีคุณสมบัติช่วยกระจายและดูดซับ

แรงกระแทกที่จะส่งผลต่อศีรษะแลสมอง  จากนั้นก้จะหุ้มเปลือกนอกด้วยพลาสติกบางๆ ที่จะมีความสวยงามและมีความลื่น จะช่วยกระจายแรงกระแทกที่มีผลมาจากแรงกดในบริเวณที่กระทบกับพื้นแข็งลดลง ทำให้ช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่มีผลกับกระดูกคอของผู้ขับขี่และยังช่วยห่อหุ้มโฟมให้คงสภาพที่จะรองรับแรงกระแทกได้อีกด้วย

เห็นคุณสมบัติของหมวกกระแทกแล้วเชื่อว่าหลายคนคงจะเห็นประโยชน์และหันสวมใส่หมวกกันกระแทกขณะปั่นจักรยาานกันมากขึ้น แต่สำหรับใครที่คำนึงถึงความปลอดภัยและใส่หมวกกันกระแทกเป็นประจำอยู่แล้ว อย่าลืมว่า การดูแลเรื่องความสะอาดก็สำคัญไม่แพ้กันนะคะ ด้วยองค์ประกอบของตัวหมวกกันกระแทกที่ไม่ได้มีแค่ โฟม และพลาสติกเท่านั้น แต่ยังมีวัสดุบางอย่างที่หากไม่ดูแลเรื่องความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ  หรือขาดการรักษาความสะอาด ก็จะกลายเป็นชนวณ นำเชื้อรา รังแค หรืออาการผิดปกติในเรื่องของ เส้นผมและหนังศีรษะมาให้แน่นอนค่ะ

และด้วย หลักในการสวมหมวกกันกระแทกที่ถูกต้องคือ ขนาดหมวกต้องพอดีและกระชับครอบคลุมทั่วพื้นที่ศีรษะ วัสดุที่จะช่วยเสริมให้เกิดความกระชับพอดีได้นั้น นั่นก็คือ ฟองน้ำ หรือเบาะที่ใช้เสริมภายในหมวก ช่วยให้การสวมใส่หมวกกันกระแทกสบาย ช่วยซับเหงื่อ และช่วยเสริมพิ้นที่ให้ในกรณีหมวกหลวมไม่พอดี แต่หากไม่ถอดมาซักหรือผึ่งแดด บ้าง ก็จะกลายเป็นที่สะสมของฝุ่น คราบเหงื่อ ความชื้นทันที ทำให้ฟองน้ำเสื่อมสภาพการงานเร็ว และยังนำมาซึ่งปัญหา กลิ่นอับชื้น อาการคันหนังศีรษะ รังแค เชื้อรา และผมร่วงได้อีกด้วย ดังนั้น ทุกครั้งหลังจากที่มีการใช้งานแล้ว ควรมีการถอดนำมาซักและผึ่งแดด เพือป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์และปัญหา เชื้อรา

วิธีทำความสะอาดและการจัดเก็บหมวกกันกระแทก

ควรใช้เพียงฟองน้ำและน้ำสบู่ทั่วไป ในการทำความสะอาดภายนอก แล้วเช็ดให้แห้ง

และในกรณีภายใน หากมีชิ้นส่วนใดถอดได้ก็ควรมีการซัก ด้วยน้ำอุ่นและแชมพู จากนั้น ล้างน้ำเปล่าให้ฟองแชมพูออกให้หมด แล้วนำไปตากให้แห้ง ก่อนนมาเก็บไว้ให้พ้นจากฝุ่นละออง หรือเก็บในที่ ที่มีความชื้นสูง หรือ มีความร้อนมาก

ในกรณีอากาศไม่เอื้ออำนวย หรือไม่สะดวกที่จะทำความสะอาดอยู่เป็นประจำนั้น การใช้เสปรย์ฆ่าเชื้อและระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์แล้วนำมาผึ่งลม ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยในกรณีนี้ได้ นอกจากจะช่วยทุ่นแรงในการทำความสะอาดแล้ว ยังช่วยให้สะดวกในการพกพาติดตัวไปในสถานที่ต่างๆได้อีกด้วยค่ะ

 

 

หมวกนิรภัย-Synos-V-PRO

เชื้อรากับหมวกนิรภัย

การทำงานที่มีความเกี่ยวข้องกับการวางแผนแบบโครงสร้าง อาคารสถานที่ หรือการดูแลอุปกรณ์ ต่างๆ การทำงานของผู้ปฎิบัติงานต่างก็ย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่ออันตรายจากการทำงานในสถานที่ทำงานได้เสมอ  อันตรายจากการทำงานนั้นอาจมาจากสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ไม่ปลอดภัย หรือ อาจเกิดจากกระบวนการผลิตที่ไม่มีความปลอดภัยก็ได้ และเพื่อให้ผู้ปฎิบัติงานมีความปลอดภัยขณะทำงาน การป้องกันตัวบุคคลจากอันตรายจากการปฎิบัติจึงจำเป็นจะต้องมี อุปกรณ์ป้องกันอันตราย และนี่คือที่มาของ เหล่าอุปกรณ์นิรภัย ต่างๆค่ะ 

หมวกนิรภัยเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลที่กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับกลุ่มบุคคลที่ต้องทำงานภายใต้ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงในสถานที่ทำงานไปแล้วในยุคสมัยนี และดูเหมือนว่า การใส่หมวกนิรภัยทุกครั้งที่เข้าปฎิบัติงาน จะกลายเป็นข้อบังคับไปเสียแล้ว ซึ่งก็เป็นผลดีต่อผู้ปฎิบัติไปด้วยหมวกนิรภัยมีไว้ป้องกันศีรษะจาก การกระแทก ชน จากสิ่งของและวัสดุต่างๆ หรือที่ตกจากที่สูง  มากระทบศีรษะ เปลือกนอกของหมวกทำด้วยวัสดุที่แข็งแรงและทำด้วยวัสดุที่แตกต่างกันไป มีความทนทาน น้ำหนักเบา มีทั้งแบบ มีขอบเหล็กโดยตรง และ แบบที่มีเฉพาะกระบังด้านหน้า ลักษณะที่ดีของหมวกนิรภัย นั้นจะต้องไม่เป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้า สวมใส่สบาย น้ำหนักเบา มีสายรัดคางที่ได้มาตราฐาน และมีแถบซับเหงื่อ

การดูแลรักษาและการทำความสะอาด หมวกนิรภัย

หมวกนิรภัยของส่วนบุคคล แน่นอนว่า หากใช่ร่วมกับผู้อื่น ก็ควรมีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพราะส่วนประกอบของหมวกนิรภัยที่ทำหน้าซับเหงื่ออย่าง แถบซับเหงื่อนั้น เมื่อโดนเหงื่อและความชื้น มีการหมักหมมล่อยไว้ไม่มีการทำความสะอาด หรือผึ่งแดด ฆ่าเชื้อเลย ก็จะกลายเป็นแหล่งอาหารของแบททีเรีย หรือเชื้อราทันที และเชื้อรานอกจากจะสามารถเจริญเติบโตอยู่ในที่อับชื้นแล้ว ยังสามารถแพร่และเจริญเติบโตได้ดีบนหนังศีรษะของเราอีกด้วย เพราะ บนหนังศีรษะของเรา มีทั้ง คราบไขมัน เซลเก่าของหนังศีรษะ เหงื่อ ซึ่งเป็นอาหารอันโอชะของแบททีเรีย เมื่อจำนวนแบททีเรียเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลต่อเส้นผมและหนังศีรษะ คือจะก่อให้เกิด กลิ่นอับชื้น อาการคันหนังศีรษะ ผมร่วง ในบางรายหนังศีรษะอักเสบ และหนังศีรษะล้านเลยก็มีนะคะ ซึ่งหากคุณไม่อยากให้เหตุการณนี้เกิดขึ้นกับคุณ ก็ควรมีการดูแลรักษาความสะอาดให้กับหมวกนิรภัยของคุณค่ะ

  1. หากไม่แน่ใจว่าเพื่อนคุณเป็นรังแค หรือเชื้อราบนหนังศีรษะ และเพื่อคามปลอดภัยจากการสัมผัสเชื้อรา พยายามหลีกเลี่ยงการใช้หมวกร่วมกับใคร
  2. หากจำเป็นต้องสวมหมวกในการทำงานทุกวัน ควรมีหมวกไว้อย่างน้อย2ใบ เพื่อสลับใช้และทำความสะอาด
  3. หลังจากการใช้งาน ควรนำหมวกไปผึ่งแดด เพื่อระบายความอับชื้น
  4. การทำความสะอาดควรเช็ดทั้งข้างนอกและภายในหมวก และควรใช้น้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นจะช่วยให้คราบเหงื่อและสิ่งสกปรกซักออกง่ายขึ้น
  5. ควรมีน้ำยาหรือเสปรย์ฆ่าเชื้อราสำรองไว้ ในกรณีที่อากาศไม่เอื้อต่อการทำความสะอาด หรือ ไม่มีแดดให้ผึ่ง

TIPS:  แถบซับเหงื่อขอหมวกนิรภัย ส่วนใหญ่ทำมาจาก ใยสังเคราะห์ มีคุณสมบัติในการดูดซับเหงื่อและความชื้นได้ดี ดังนั้น จึงเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบททีเรียและเชื้อราอย่างดี ซะนั้นการทำความสะอาด ควรเน้นทำให้แถบซับเหงื่อแห้งสนิทที่สุด เพื่อป้องกัน ปัญหาเชื้อรา ผมร่วง ผมบาง ในอนาคตค่ะ

 

 

หมวกกันน็อค2

เชื้อรา กับหมวกกันน็อค

 เพราะชีวิตประจำวันของเรานั้น ต้องพบเจอแบททีเรียและเชื้อราอยู่เสมอไม่ว่าจะในอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ในครัว ห้องน้ำ เสื้อผ้า นะคะ ต่างก็มีโอกาสที่เชื้อราจะก่อตัวขึ้นได้ ด้วยปัจจัยทางด้าน ความชื้นและอาหาร และแม้แต่ในหมวกกันน็อคของนักซิ่งมอเอตร์ไซด์ที่มีไว้ป้องกันอุบัติเหตุ ก็มีโอกาสที่เชื้อราจะเข้ามาเจริญเติบโตสร้างความเสียหายให้แก่สุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะของคุณได้เช่นกันค่ะ 

ด้วยอากาศของประเทศไทยของเราเป็นแบบร้อนชื้น ทำให้สภาพอากาศเอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบททีเรียยิ่งนัก ประกอบกับ หมวกกันน็อคของนักซิ่งทั้งหลาย ออกแบบมาในลักษณะเซฟตี้ รัดกุม ไม่ว่าจะเป็นแบบ ครึ่งใบ เต็มใบ แม้จะมีรูระบายอากาศแต่ก็อาจไม่เพียงพอ และด้วยหมวกกันน็อคที่ประกอบไปด้วย วัสดุที่ทำจากผ้า เช่น “เบาะนวมหุ้มภายใน ” ที่มีหน้าที่ในการสร้างความนิ่มนวลขณะสวมใส่ เมื่อเจอกับเหงื่อ ก็จะเกิดการอับชื้นขึ้น หากไม่มีการ้องกันหรือขจัด ความอับชื้นที่หมักหมมอยู่ภายในหมวกกันน็อคออกไป เชื้อราก็จะเจริญเติบโตและสร้างปัญหาเรื่องกลิ่นอับชื้น และอาการคันหนังศีรษะ รังแค ให้กับคุณแน่นอนค่ะ

วิธีที่จะเป็นการป้องกันไม่ให้เชื่อราเกิดขึ้นภายในหมวกกันน็อคของคุณนั้น มีดังนี้

  1. อย่าเก็บหมวกกันน็อคในที่อับชื้น
  2. ทำความสะอาดทุกครั้งหลังใช้งาน อย่าปล่อยให้ความอับชื้นและสิ่งสกปรกสะสม
  3. ควรทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอกโดยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดให้สะอาดแล้วน้ำไปผึ่งแดด อย่าสม่ำเสมอ
  4. ชิ้นส่วนภายในหมวก ส่วนใดถอดซักได้ ให้ถอดออกมาซักด้วยมือ แล้วน้ำไปตากแดดให้แห้งสนิท
  5. ชิ้นส่วนภายในส่วนใดที่ถอดไม่ได้ ให้นำผ้าชุบแอลกอฮอล์เช็ด หรือจะนำเครื่อดูดฝุ่น ดูดเอาฝุ่นออกแล้วนำไปตากแดดก็ได้
  6. ใช้เสปรย์ฆ่าเชื้อรา หรือ กำจัดกลิ่นอับชื้น ฉีด ทั้งชิ้นส่วนที่ถอดได้และถอดไม่ได้

 

Tips: การหมวกไอ้โม่งก่อนจะสวมหมวกกันน็อคจะช่วยเรื่องของเหงื่อได้ดี  ช่วยให้ การดูแลรักษาง่ายขึ้น

 

 

ความมันบนหนังศ๊รษะ

ผมร่วงเพราะรากผมอ่อนแอจากการขาดอาหาร

70-80เปอร์เซ็นต์ของเลือด ถูกนำไปหล่อเลี้ยงสมองและอวัยวะต่างๆในร่างกาย มีเพียง20-30เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ถูกนำไปหล่อเลี้ยงรากผม ดังนั้นหากมีสิ่งใดเป็นอุปสรรคทำให้การไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงรากผมของเลือดขัดข้อง ปัญหาก็จะเกิดขึ้นกับเส้นผมทันที

รากผม…อาศัยหลอดเลือดฝอยในการลำเลียงอาหารหล่อเลี้ยง ลักษณะจุดเชื่อมต่อระหว่างรากผมกับเส้นเลือดฝอยนั้นมีลักษณะเป็นโพรง คล้ายๆกับท่อลำเลียงอาหาร หากมีอะไรเข้าไปอุตัน เกาะติดตามผนังโพรง ท่อลำเลียงนี้ก็จะคับแคบลงจนอุดตัน อาหารและออกซิเจนก็จะไม่สามารถผ่านเข้าไปเลี้ยงรากผมได้ ในที่สุด รากผมก็จะขาดอาหาร เกิดความไม่สมบรูณ์

ซึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา เลือดไปหล่อเลี้ยงเซลรากผมไม่เพียงพอ ได้แก่ ไขมัน ซึ่งโดยปกติถูกผลิตโดยต่อมไขมันใต้ผิวหนัง และน้ำมันนี้จะมีประโยชน์สูงสุด เมื่อมันอยุ่ในปริมาณที่เหมาะสม การหล่อเลี้ยงและสร้างความชุ่มชื้นให้แก่หนังศีรษะและเส้นผมก็จะมีประสิทธิภาพ

แต่หากต่อมไขมันผลิตน้ำมัน ในปริมาณที่มากเกินความต้องการ การตกค้างและนำพาซึ่งสิ่งสกปรกและแบททีเรีย ก็จะมีมากขึ้น การเข้าไปอุดตันหลอดเลือด จึงไม่ใช่การขวางทางเดินอาหารเท่านั้นแต่ ทำให้อาหารและออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยง รากผมใด้น้อยกว่าปกติ ทำให้เส้นผมที่เคยดกดำ มีความสมบรูณ์น้อยลง เริ่มหลุดร่วง ขึ้นช้า และเส้นเล็กลีบ

ดังนั้น นอกจากการทำความสะอาดที่เหมาะสม และสม่ำเสมอ ที่จะช่วยขจัดให้ไขมันส่วนเกินที่ปกคลุมบริเสณหนังศีรษะออกไปแล้ว ควรมีการขจัดไขมันที่อุดตันบริเวณรูขุมขนออก ควบคู่ไปด้วย

 

 

ไขมันอุตัน

กระตุ้นรากผมให้แข็งแรง ทำอย่างไร

สาเหตุที่ทำให้รากผมเกิดความอ่อนแอ และส่งผลให้ผมร่วง ผมบาง นั้นมีหลายสาเหตุ มีทั้งจากภายในร่างกาย เช่นการทำงานผิดปกติของ ฮอร์โมน ที่มาจากพันธุกรรม และจากภายนอกอย่างการสัมผัสกับสารเคมี เป็นต้น และหลายปัจจัยที่ บางครั้งเราอาจมองข้ามไปเพราะคิดว่า ไม่มีอิทธิพลต่อการเสื่อมสภาพและทำให้ผมหลุดร่วงได้  นั่นก็คือ คราบสิ่งสกปรกและไขมันบาหนังศีรษะที่ชำละล้างออกไม่หมดนั่นเอง

เชื่อไหมว่า สิ่งสกปรกที่ต้องพบเจออยู่เป็นประจำ ประกอบกับต่อมไขมันและต่อมเหงื่อที่มีการขับไขมันและเหงื่ออกมาตลอดเวลานั้น เป็นตัวการสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เปอร์เซ็นต์การหลุดร่วงของเส้นผมมีมากขึ้น  และทำให้รากผมเกิดความอ่อนแอลง นั่นเป็นเพราะว่าจากการตกค้างของสิ่งสกปรกต่างๆในแต่ละวัน เข้าไปอุดตันในรูขุมขน ทำให้ ระบบการไหลเวียน อากาศ และอาหารไม่เพียงต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม

ไม่เพียงเท่านั้น ไขมันที่เข้าไปอุดตัน ยังนำเอาสิ่งสกปรกอีกทั้งแบททีเรีย เข้าไปก่อกวน เซลรากผมทำให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น  เมื่อปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ปัญหา เส้นผมเล็กลีบ และร่วงง่าย ก็จะเกิดขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีปัญหาหนังศีรษะมันอยู่ด้วยแล้ว  หากการทำความสะอาดไม่ทั่วถึง ก็จะเกิดการอุดตัน และภาวะ ผมบางผมร่วง จะเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติค่ะ

ดังนั้น การรักษา และฟื้นฟู ให้สภาพเส้นผมกลับมาแข็งแรงสมบรูณ์อย่างได้ผลนั้น นอกจากการ ทานอาหารที่มีสารอาหารที่รากผมต้องการ และการปรนนิบัติเช่น การนวดคลึง การทำความสะอาดที่ดี หรือการบำรุงรักษาที่ถูกต้องแล้ว การคลีนไขมันออกจากรูขุมขน ก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่จะช่วยลดการอุดตันของสิ่งสกปรก และเป็นการส่งเสริมให้การรักษา รากผม และเส้นผม มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปัจจุบันมีหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วย สร้างความแข็งแรงให้แก่รากผม ลดอาการหลุดร่วงของเส้นผมได้ ทั้ง แชมพู เซรั่ม โทนิค และหากคุณเป็นคนที่มีหนังศีรษะมัน หรือไม่มั่นใจว่าในแต่ละครั้งที่สระผม ได้สระสะอาดหรือเปล่า ควรจะหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติสามารถซึมเข้าไปขจัดไขมันอุดตันได้จริง และสามารถสร้างความแข็งแรงให้แก่รากผมได้จริง  และผู้บริโภค ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพเส้นผมและเลือกให้ตรงกับปัญหาตัวเอง ทั้งนี้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารสารเคมี หรือผลิตภัณฑ์ที่มีผลข้างเคียง เพื่อความปลอดภัย ค่ะ

 

 

สร้างความแข็งแรงให้กับเส้นผมออ่น

สร้างความแข็งแรงให้กับผมเส้นอ่อน ทำได้อย่างไร

เราทุกคนไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เส้นผมนั้นมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตในสังคมในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก้ดีกว่าไม่มี หรือมีน้อย แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหา ผมร่วง ผมบาง ผมยาวช้า นั้น นอกจากเส้นผมจะมีความสำคัญแล้ว ยังเป็นสิ่งที่หวงแหน  ที่เรียกได้ว่า แม้แต่ไรผม หรือผมเส้นอ่อน นั้น ก็ยังถือเป็นสิ่งล้ำค่า และรักเป็นอย่างมากเลยทีเดียว( เวอร์วัง)

เพราะ เส้นผม สำหรับคนที่มีปัญหา ผมร่วง ผมบางนั้น การที่ จะฟื้นฟูให้ เส้นผมกลับมามีความสมบรูณ์ ดกดำได้อย่างเคยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ บางคนต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกกับหลากหลาย ผลิตภัณฑ์ และวิธีการรักษา กว่าผมเส้นใหม่ หรือ ไรผม จะงอกขึ้นมาให้ชื่นใจ ก็ช้า ไม่ได้ดั่งใจ พอขึ้นมาได้ก็มีขนาดเล็กลีบ ไม่สบรูณ์ ยาวไม่เท่าไหร่ ก็หลุดร่วงลงไปอีก ซึ่งก็น่าเห็นใจนะคะ เพราะผมร่วง ผมบาง มีมากมายหลายสาเหตุ ทำให้ระยะเวลาในการฟื้นฟูของแต่ละคนมีมากน้อย ไม่เท่ากัน  การรักษา และการฟื้นฟูจึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเข้าใจถึงสาเหตุ และมีหลักในการรักษาที่เหมาะสมอย่างถูกต้องและปลอดภัยค่ะ

อย่างที่เราทราบกันดีค่ะว่า รากผมเป็นจุดกำเนิดของเส้นผม และรากผมต้องอาศัย เส้นเลือดฝอยในการลำเลียงอาหารมาหล่อเลี้ยง ซึ่งแน่นอนว่า นอกจาก การรักษาหรือ การฟื้นฟูความแข็งแรงของเส้นผม โดยการ ปรึกษาแพทย์ หลีกเลี่ยงสารเคมี และกิจกรรมย้อมสีผม ดัดผมต่างๆแล้ว   เราจำเป็นจะต้องมีการกระตุ้นรากผม และนำอาหารไปเลี้ยงรากผมให้เพียงพอ  เป็นสำคัญ ซึ่งการนวดคลึงที่หนังศีรษะก็เป็นวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยให้ ระบบการไหลเวียนของเลือดทั่วศีรษะคล่องตัวขึ้น ระบบประสาทเกิดการผ่อนคลาย  ทำให้รากผมได้รับสารอาหารดียิ่งขึ้น เส้นผมยาวเร็วขึ้น และสมบรูณ์เร็วขึ้น ทีนี้ ไรผม หรือ ผมเส้นผมใหม่ก็จะสามารถคืนสภาพกลับมาเป็นเส้นผมที่แข็งแรงสวยงามดั่งเดิมได้ค่ะ

 

กลิ่นอับชื้นกับเส้นผม

กลิ่นไม่พึงประสงค์กับเส้นผม

 

กลิ่นอับชื้นบนเส้นผมเป็นไปได้ค่ะว่าเกิดจากสิ่งสกปรก และกลิ่นมลพิษต่างๆที่เราเจอในแต่ละวัน ซึ่งเราต่างก็ต้องเจอมลพิษและสิ่งสกปรกด้วยกันทั้งนั้น แต่ทำไมปัญหานี้ไม่เกิดขึ้นกับทุกคนล่ะ นั่นเป็นเพราะ สภาพเส้นผมและหนังศีรษะแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ ประกอบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ต่างกัน รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม อากาศ และระบบการทำงานในร่างกายของแต่ละคนด้วย

กลิ่นอับชื้นเกิดขึ้นกับใครได้บ้าง และ กลิ่นอับชื้นบนเส้นผมมีสาเหตุจากอะไร?

               สามารถเกิดขึ้นได้กับ ทุกเพศทุกวัย ค่ะ แต่ไม่ใช่ทุกคนเสมอไป เพราะโอกาสที่กลิ่นอับชื้นจะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีสาเหตุและปัจจัยหลายอย่างประกอบ และส่วนใหญ่ กลิ่นอับชื้นจะมีโอกาสเกิดขึ้นกับคนที่ มีลักษณะ หนังศีรษะมัน เหงื่อเยอะ ลักษณะเส้นผมเล็กลีบ เป็นต้น และยังมีอีกหลายปัจจัย หลายสาเหตุ ที่บางทีก็เกิดจากพฤติกรรมตัวของเราเอง การหมักหมม หรือการทำความสะอาดที่ไม่เพียงพอ  รวมทั้งจากการใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะแบบ ไม่ถูกวิธีและไม่เหมาะสมกับสภาพเส้นผมและหนังศีรษะตัวเอง และเป็นไปได้ด้วยว่า ปัจจัยอาจมาจากการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์ใดเซลลหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อเส้นผม ซึ่งบางปัจจัยก็เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน และส่งผลให้เกิดปัญหากลิ่นอับชื้นบนเส้นผมได้ค่ะ

ซึ่งปัจจัยภายในได้แก่ ต่อมไขมันที่มีหน้าที่ผลิตไขมันเพื่อสร้างความชุ่มชื้นปกป้องหนังศีรษะ หากมันทำงานมากเกินปกติ จะทำให้หนังศีรษะมีน้ำมันตกค้างอยู่เกินความจำเป็น  เมื่อพบกับมลพิษและสิ่งสกปรกต่างๆ รวมไปถึงกลิ่นควันรถ ควันบุหรี่ ฝุ่น ต่างๆ  ก็จะทำให้เกาะติดกับเส้นผมและหนังศีรษะ ทำให้เกิดการดูดซับเอากลิ่นไม่พึงประสงค์เอาไว้ได้ง่าย และประกอบกับ เมื่อเจอกอากาศร้อนๆ ต่อมเหงื่อ ซึ่งมีหน้าที่ในการขับความร้อนออกจากร่างกาย ก็จะผลิตเหงื่อออกมา ทำให้เกิดภาวะเกิดความชื้น และส่งผลให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ขึ้นค่ะ และแน่นอนว่า ต่อมไขมันและต่อมเหงื่อจะไม่ใช่สาเหตุหลักเลยหากแต่  พฤติกรรม การใช้ชีวิตประจำวัน ยังมีผลทำให้ เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์นี้ด้วย เช่น

  • ชอบสระผมตอนกลางคืน และนอนทั้งๆที่ผมยังชื้นอยู่ อย่าลืมว่า เชื้อราจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อมีความชื้น  การเข้านอนทั้งๆที่ผมยังชื้นนั้นไม่ใช่พฤติกรรมที่ดีนัก เพราะนอกจากจะทำให้เกิดกลิ่นอับแล้ว ยังเป็นพฤติกรรมที่ส่’ผลให้เกิด เชื้อรา รังแค และผมร่วงได้ในอนาคตอีกด้วย
  • ใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่รุนแรง  หรือใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่ทรงผม ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่วนมากจะมีน้ำมัน และสารเคมีต่างๆเป็นส่วนผสม ซึ่งนอกจากจะอุดตันทำร้ายรากผมเป็นสาเหตุทำให้ผมร่วงแล้ว ยังทำร้ายหนังศีรษะและรบกวนต่อมไขมัน ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันขึ้นมากกว่าปกติอีกด้วย โดยเฉพาะคนมีลักษณะผมมันอยู่แล้วหากใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมเป็นประจำ ก็จะทำให้มีโอกาสที่จะเกิดกลิ่นอับชื้นมากขึ้น

ควรทำอย่างไรเมื่อกลิ่นอับชื้นมาเยือนเส้นผมและหนังศีรษะ?

เรื่องของต่อมไขมัน และต่อมเหงื่อที่มีการทำงานมากผิกปกติ ในส่วนนี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมได้ แต่หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรมมที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาหรือปัจจัยที่จะไปส่งเสริมได้ ก็จะสามารถช่วยกลิ่นอับชื้นลดน้อยลงหรือไม่เกิดขึ้นค่ะ  เช่น

  • หลีกเลี่ยงกรสระผมเวลากลางคืนหรือก่อนนอน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรเป่่าผมให้แห้งสนิทก่อน
  • หากใครที่มีอาชีพที่เวลาส่วนใหญ่จำเป็นต้องสวมหมวกนิรภัย ความอับชื้นและ สิ่งสกปรก เชื้อรา จะหมักหมมอยู่ที่หมก ซึ่งนอกจาก การสระผม อย่างเดียวไม่อาจเพียงพอ ดังนั้น ควรมีการทำความสะอาด หมวกอย่างน้อยอาทิตย์ละ1-2ครั้ง
  • การเลือกใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของสารกัดธรรมชาติ หรืออ่อนโยนต่อหนังศีรษะ ในส่วนนี้จะช่วยป้องกันหนังศีรษะไม่ให้ระคายเคือง  และลดการกระตุ้นต่อมไขมัน ลดปัญหาหนังศีรษะมันและเป็นการบำรุงหนังศีรษะอีกด้วย

รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่มีพฤติกรรมเสียง ก็ควรแก่เวลาที่จะต้องลุกมาเปลี่ยนตัวเองเพื่อสุขภาพผมที่ดีได้แล้วนะค่ะ

แชมพูมีฟองกับไมม่มีฟองต่างกันอย่างไร

ระหว่างแชมพูไม่มีฟอง และ แชมพูที่มีฟอง แตกต่างกันอย่างไร

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจและเชื่อว่า แชมพูยิ่งฟองเยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยให้หนังศีรษะสะอาดมากเท่านั้น ซึ่งความจริงแล้ว ฟองนั้นไม่ได้ช่วยให้ความสามารถในการทำความสะอาดของแชมพูนั้นๆมีมากเป็นพิเศษเลย ก่อนจะตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์แชมพูมาดูแล เส้นผมและหนังศีรษะ เราควรศึกษาข้องเท็จจริง และควรพิจารณให้ถ้วนถี่ค่ะ เพราะสมัยนี้ผู้บริโภคอย่างเราๆอยู่ยากเหลือเกิน

แชมพูที่มีฟองเยอะ ช่วยให้หนังศีรษะและเส้นผมสะอาดหมดจด จริงหรือ?

แชมพูที่มีฟองเยอะส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของ สารชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า Sodium lauryl sulphate และ Sodium laureth sulphate สองตัวเป็นที่รู้จักในนาม สารลดแรงตึงผิว /ซัลเฟต มีหน้าที่ช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกต่างๆออกจากร่างกาย (แล้วแต่ว่าผู้ผลิตนำไปผลิตเป็นอะไร เช่น ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า เป็นต้น)  มีฟองเยอะ ซึ่งผู้ที่ใช้แชมพูที่มีสารซัลเฟต หรือ สารลดแรงติงผิวเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการระคายเคืองของหนังศีรษะ เกิดอาการคัน มีรังแค และหนังศีรษะมัน  เส้นผมหลุดร่วง เส้นผมแห้งแตกปลาย เพราะมันเข้าไปชะล้างความชุ่มชื้นและทำลายเกล็ดผมให้เสียหายนั่นเอง

 

แชมพูไม่มีฟอง สระแล้วสะอาดจริงหรือ?

แชมพูที่มีฟองน้อย หรือไม่มีฟอง ส่วนใหญ่จะเป็นสารสกัดจากพืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการยั้บยั้งการเชื้อราและต่อต้านจุลรินทรีย์ มีสารซาโปนินที่มีฤิทธิ์เป็นสารลดแรงตึงผิวอ่อนๆ จึงทำให้เกิดฟองเองตามธรรมชาติ โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือมีผลข้างเคียงต่อเส้นผมและหนังศีรษะ ตรงกันข้าม ยังสามารถช่วยลดอาการผมร่วง สร้างความแข็งแรงให้แก่เส้นผม

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าแชมพูไหนมีสารลดแรงตึงผิวแบบซัลเฟตหรือจากสารสกัดธรรมชาติล่ะ?

ข้อเปรียบเทียบที่จะสามารถทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆรู้คือก่อนเลือกซื้อควรอ่าน ฉลากข้างขวดในส่วนที่เป็นส่วนประกอบ หรือสารประกอบ  ควรหลีกเลี่ยงกลุ่มสารเคมีที่่มีส่วนผสมของ สารซัลเฟต จะเขียนกำกับไว้ด้วยอักษาย่อว่า SLS หรือ SLES  และควรทดลองใช้ ขณะสระผม แชมพูที่มี สาร SLS หรือ SLES จะเกิดฟองเป็นจำนวนมาก เมื่อล้างน้ำสะอาดจะสัมผัสเส้นผมได้ว่าสากมือ (นั่นเป็นเพราะเกล็ดผมเปิดมากผิดปกติ) และเมื่อผมแห้ง ผมจะชี้ฟูไม่มีน้ำหนัก ซึ่งจะแตกต่างจากแชมพูที่มีส่วนผสมจากสารสกัดจากพืชสมุนไพร คือผมจะลื่นเมื่อสัมผัส  รู้สึกสะอาดศีรษะแม้ฟองจะไม่มีมากก็ตามค่ะ